
Subject-Verb Agreement หรือ ความสอดคล้องระหว่างประธานและกริยา ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะนี่คือพื้นฐานที่สุดในการสร้างประโยคภาษาอังกฤษ ถ้าใช้ผิด ประโยคของคุณจะดูผิดไปทันที บทความนี้จะสรุปหลักการสำคัญและกฎเหล็กที่คุณต้องรู้ เพื่อให้คุณใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจและถูกต้องกันครับ
Subject-Verb Agreement คืออะไร?
อธิบายง่ายๆ คือ กฎที่บังคับว่า “กริยา (Verb)” ต้องผันตาม “ประธาน (Subject)” เสมอ
- ถ้าประธานมา คนเดียว (เอกพจน์) → กริยาต้องเติม s/es (สำหรับ Present Simple) หรือใช้ is/has
- ถ้าประธานมา หลายคน (พหูพจน์) → กริยา ไม่ต้องเติม s หรือใช้ are/have
ตารางสรุปพื้นฐาน (The Golden Rule)
| ประเภทประธาน | ตัวอย่าง (Subject) | กริยา (Verb) | ตัวอย่างประโยค |
| เอกพจน์ (Singular) | He, She, It, A cat, The boy | เติม s/es | He walks to school. |
| พหูพจน์ (Plural) | You, We, They, Cats, The boys | ไม่เติม s/es | They walk to school. |
| ข้อยกเว้น (I) | I (ฉัน) | ไม่เติม s/es | I walk to school. |
5 กฎเหล็ก Subject-Verb Agreement ที่คนมักใช้ผิด
1. อย่าหลงกลส่วนขยาย (Prepositional Phrases)
บางครั้ง “ส่วนขยาย” จะมาคั่นกลางระหว่างประธานกับกริยา ทำให้เราเผลอไปผันกริยาตามคำที่อยู่ใกล้ๆ แทนที่จะเป็นประธานตัวจริง
- ผิด: The box of chocolates are expensive. (เราเผลอไปดูคำว่า chocolates)
- ถูก: The box of chocolates is expensive.
- วิเคราะห์: ประธานตัวจริงคือ Box (กล่องเดียว) ส่วน “of chocolates” เป็นแค่ส่วนขยาย ตัดทิ้งได้เลยเวลาวิเคราะห์
2. คำสรรพนามไม่ชี้เฉพาะ (Indefinite Pronouns) ส่วนใหญ่เป็น “เอกพจน์”
คำกลุ่มนี้แปลว่า “ทุกคน” หรือ “ใครบางคน” ฟังดูเหมือนมีหลายคน แต่ในทางไวยากรณ์ถือว่าเป็น เอกพจน์ เสมอ
คำที่ต้องระวัง: Everyone, Everybody, Someone, Anybody, Nobody, Each, Every
- ตัวอย่าง: Everyone loves pizza. (ทุกคนชอบพิซซ่า – love เติม s)
- ตัวอย่าง: Each of the students has a book. (นักเรียนแต่ละคนมีหนังสือ – ใช้ has ไม่ใช่ have)

3. กฎของ “And” vs “Or / Nor”
การเชื่อมประธานด้วยคำเชื่อมที่ต่างกัน จะส่งผลต่อกริยาต่างกัน
- เชื่อมด้วย “And” (และ): นับเป็นพหูพจน์เสมอ
- Jack and Jill are going up the hill.
- เชื่อมด้วย “Or”, “Nor”, “Neither…nor”, “Either…or”: ให้ผันกริยาตาม “ประธานตัวที่อยู่ใกล้กริยาที่สุด” (Proximity Rule)
- Neither the teacher nor the students want to leave. (Students ใกล้กริยา → ใช้ want ไม่เติม s)
- Neither the students nor the teacher wants to leave. (Teacher ใกล้กริยา → ใช้ wants เติม s)
4. คำบอกปริมาณและเงินทอง (Time, Money, Distance)
ถึงแม้ตัวเลขจะดูเยอะ แต่ถ้าเป็นเรื่องของ เงิน, เวลา, และระยะทาง เราจะมองว่าเป็น “หนึ่งหน่วย” หรือก้อนเดียว จึงใช้กริยาเป็น เอกพจน์
- Ten dollars is a high price to pay. (เงิน 10 ดอลลาร์ ถือเป็น “ราคาหนึ่งราคา”)
- Five kilometers is too far to walk. (ระยะทาง 5 กม. ถือเป็น “ระยะทางหนึ่งระยะ”)
5. ประโยคขึ้นต้นด้วย There is / There are
ในโครงสร้างนี้ ประธานไม่ได้อยู่หน้าสุด แต่อยู่ “หลังกริยา” ดังนั้นต้องมองหาประธานให้เจอแล้วค่อยเลือก verb
- There is a cat under the table. (ประธานคือ a cat)
- There are two cats under the table. (ประธานคือ two cats)
ข้อยกเว้นที่ต้องจำ (Tricky Words)
มีคำนามบางคำที่ลงท้ายด้วย s แต่มีความหมายเป็น เอกพจน์ (ห้ามใช้ are เด็ดขาด)
- News (ข่าว) → The news is interesting.
- วิชาต่างๆ: Mathematics, Physics, Economics → Physics is difficult.
- โรค: Measles (โรคหัด), Mumps (คางทูม)
