
เมื่อพูดถึงคำว่า “ออทิสติก” (Autism) หลายคนอาจเคยได้ยินบ่อยครั้งในสังคม แต่อาจยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับภาวะนี้ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อที่ว่าออทิสติกคือโรคติดต่อ โรคทางจิตเวช หรือคิดว่าสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยา
ในทางการแพทย์ปัจจุบัน ภาวะออทิสติกไม่ใช่โรค แต่เป็นความแตกต่างหลากหลายทางระบบประสาท บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกว่าออทิสติกคืออะไร มีวิธีสังเกตอาการอย่างไร และความจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะนี้ตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังหาข้อมูลครับ
1. ภาวะออทิสติก (Autism) คืออะไร
ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) และเกณฑ์วินิจฉัยทางการแพทย์ระบบสากล (DSM-5) ออทิสติก หรือชื่อทางการแพทย์คือ ภาวะออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder: ASD) คือ สภาพความบกพร่องของพัฒนาการทางสมองที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ พฤติกรรม และการสื่อสารทางสังคม โดยภาวะนี้จะติดตัวบุคคลนั้นไปตลอดชีวิต ไม่ใช่โรคทางจิตเวชและไม่ใช่ความบกพร่องทางสติปัญญาโดยตรง
คำว่า “สเปกตรัม” (Spectrum) ถูกนำมาใช้เนื่องจากบุคคลที่มีภาวะออทิสติกแต่ละคนจะมีระดับอาการ ความสามารถ และความต้องการความช่วยเหลือที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เหมือนกับแถบสีของรุ้งกินน้ำ บางคนอาจมีความอัจฉริยะในด้านเฉพาะทางและพึ่งพาตัวเองได้ดี ในขณะที่บางคนอาจต้องการการดูแลสนับสนุนในชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิด
2. วิธีสังเกตอาการออทิสติกในกลุ่มอาการหลัก
การสังเกตอาการออทิสติกมักจะเริ่มเห็นได้ชัดเจนในช่วงวัยเด็กตอนต้น (อายุประมาณ 1-3 ปี) โดยแพทย์จะพิจารณาจากกลุ่มอาการหลัก 2 ด้าน ดังนี้ครับ
ด้านการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
- การสบตา: มักไม่สบตา หรือสบตาน้อยมากเมื่อสนทนา
- การตอบสนอง: ไม่หันตามเสียงเรียกชื่อตนเอง หรือดูเหมือนไม่สนใจผู้คนรอบข้าง
- ภาษาและการพูด: มีพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าเกณฑ์ พูดทวนคำ (Echolalia) หรือมีรูปแบบการพูดที่จำเพาะ
- การเข้าใจอารมณ์: เข้าใจการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง หรือมุกตลกของผู้อื่นได้ยาก
ด้านพฤติกรรมและความสนใจที่จำกัดหรือซ้ำๆ
- พฤติกรรมซ้ำๆ: มีพฤติกรรมทางกายภาพเฉพาะตัว เช่น การหมุนตัว การเขย่งเท้า การสะบัดมือ หรือการโยกตัว
- ยึดติดกับกิจวัตร: ชอบให้สิ่งแวดล้อมและตารางเวลาคงเดิม หากมีการเปลี่ยนแปลงกะทันหันอาจเกิดความวิตกกังวลอย่างรุนแรง
- ความสนใจเฉพาะทาง: มีความสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างลึกซึ้งและยาวนานเป็นพิเศษ (เช่น ตารางรถไฟ ดาราศาสตร์ หรือตัวเลข)
- การรับรู้ประสาทสัมผัส: ไวต่อสิ่งเร้าภายนอกมากกว่าปกติ หรือน้อยกว่าปกติ เช่น กลัวเสียงไดร์เป่าผม หรือไม่ชอบการสัมผัสบางประเภท
3. ตารางสรุป: ระดับความต้องการการสนับสนุนตามเกณฑ์ DSM-5

ทางการแพทย์ได้แบ่งระดับของภาวะออทิสติกสเปกตรัมออกเป็น 3 ระดับหลัก ตามปริมาณความช่วยเหลือที่บุคคลนั้นจำเป็นต้องได้รับในการดำเนินชีวิตประจำวัน:
| ระดับของภาวะ ASD | ลักษณะอาการที่พบบ่อย | ระดับการสนับสนุนที่ต้องการ |
| ระดับที่ 1 (Level 1) | สื่อสารได้ดี แต่อาจขัดเขินในสถานการณ์สังคม มีปัญหาเรื่องการจัดระเบียบและการวางแผน | ต้องการการสนับสนุนเล็กน้อย (Requiring support) สามารถใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้ดี |
| ระดับที่ 2 (Level 2) | มีความบกพร่องด้านการพูดและการสื่อสารที่เห็นได้ชัด พฤติกรรมซ้ำๆ เริ่มส่งผลกระทบต่อกิจกรรมประจำวัน | ต้องการการสนับสนุนอย่างมาก (Requiring substantial support) ต้องมีผู้ช่วยแนะนำในบางกิจกรรม |
| ระดับที่ 3 (Level 3) | มีข้อจำกัดอย่างรุนแรงในการสื่อสารทั้งการพูดและการแสดงออก พฤติกรรมยึดติดส่งผลต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก | ต้องการการสนับสนุนอย่างมากที่สุด (Requiring very substantial support) จำเป็นต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด |
4. ความเข้าใจผิด vs ความจริง เกี่ยวกับออทิสติก
เนื่องจากในอดีตยังไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลอย่างแพร่หลาย จึงทำให้เกิดความเชื่อที่คลาดเคลื่อน ซึ่งผลวิจัยทางการแพทย์และองค์กรสาธารณสุขระดับโลกได้ให้ข้อเท็จจริงไว้ดังนี้:
ความเข้าใจผิด: วัคซีนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะออทิสติก
ความจริง: มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากทั่วโลกที่พิสูจน์แล้วว่า วัคซีนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการเกิดภาวะออทิสติก สาเหตุที่แท้จริงมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมในช่วงที่สมองกำลังพัฒนาในครรภ์
ความเข้าใจผิด: คนที่เป็นออทิสติกไม่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Lack of Empathy)
ความจริง: พวกเขามีความรู้สึกและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่วิธีการประมวลผลและการแสดงออกทางอารมณ์อาจแตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ ทำให้คนรอบข้างเข้าใจผิด
ความเข้าใจผิด: ออทิสติกสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยา
ความจริง: ปัจจุบันยังไม่มีวิธีหรือยาใดที่รักษาภาวะออทิสติกให้หายขาดได้ แต่การตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ และเข้ารับ “การบำบัดฟื้นฟูพัฒนาการ” (Early Intervention) เช่น กิจกรรมบำบัด การฝึกพูด และการปรับพฤติกรรม จะช่วยให้บุคคลนั้นสามารถพัฒนาศักยภาพและใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและพึ่งพาตนเองได้มากที่สุด

ใส่ความเห็น