
ในโลกของไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ “Voice” หรือ “วาจก” เป็นอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญที่ผู้เรียนจำเป็นต้องทำความเข้าใจ เพื่อให้สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมชาติ Voice ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเสียงพูด แต่หมายถึงโครงสร้างประโยคที่บ่งบอกว่าประธาน (Subject) ของประโยคเป็นผู้กระทำกริยา (Verb) โดยตรง หรือเป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ Active Voice และ Passive Voice
Active Voice: เมื่อประธานเป็นผู้กระทำ
Active Voice คือ โครงสร้างประโยคที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยานั้นๆ โดยตรง รูปแบบนี้เป็นที่นิยมใช้ในการสื่อสารทั่วไป เพราะมีความกระชับ ชัดเจน และสื่อความหมายได้ตรงไปตรงมา
โครงสร้างพื้นฐานของ Active Voice:
Subject (ประธาน) + Verb (กริยา) + Object (กรรม)
ตัวอย่างประโยค Active Voice:
- The cat chased the mouse. (แมวไล่จับหนู)
- ประธาน: The cat (แมว)
- กริยา: chased (ไล่จับ)
- กรรม: the mouse (หนู)

Passive Voice: เมื่อประธานเป็นผู้ถูกกระทำ
Passive Voice คือ โครงสร้างประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำโดยกริยานั้นๆ โดยผู้กระทำกริยา (Agent) อาจจะถูกกล่าวถึงหรือไม่ก็ได้ หากกล่าวถึง มักจะตามหลังด้วยคำว่า “by”
โครงสร้างพื้นฐานของ Passive Voice:
Subject (ประธาน - ผู้ถูกกระทำ) + Verb to be (ตาม Tense) + Past Participle (Verb ช่อง 3) + (by + Agent - ผู้กระทำ)
ตัวอย่างประโยค Passive Voice:
- The mouse was chased by the cat. (หนูถูกไล่จับโดยแมว)
- ประธาน (ผู้ถูกกระทำ): The mouse (หนู)
- Verb to be + Past Participle: was chased (ถูกไล่จับ)
- Agent (ผู้กระทำ): by the cat (โดยแมว)
เมื่อใดควรใช้ Active Voice และ Passive Voice?
การเลือกใช้ Active หรือ Passive Voice ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการสื่อสารและสิ่งที่ผู้พูดหรือผู้เขียนต้องการเน้นย้ำ

ควรใช้ Active Voice เมื่อ:
- ต้องการเน้นผู้กระทำกริยา
- ต้องการให้ประโยคมีความกระชับ ชัดเจน และสื่อความหมายตรงไปตรงมา
- เป็นการเล่าเรื่องหรือบรรยายเหตุการณ์ทั่วไป
ควรใช้ Passive Voice เมื่อ:
- ต้องการเน้นผู้ถูกกระทำ หรือการกระทำนั้นๆ มากกว่าผู้กระทำ
- ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ หรือผู้กระทำไม่สำคัญ
- ต้องการความเป็นทางการ หรือหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษโดยตรง
- ผู้กระทำเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว

ใส่ความเห็น